10 สัญญาณเตือนเพื่อความปลอดภัย ขณะขับรถ

มีผู้ใช้รถจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาจากการขับรถ โดยไม่คาดหมายมาก่อน

ในกรณีที่ไม่ร้ายแรงมากอาทิ เครื่องยนต์ดับ สตาร์ตไม่ติด ทำให้เสียทั้งเวลาและเงิน หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุร้านแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ก่อนที่ปัญหาต่าง ๆ จะเกิดขึ้นมักจะมีสัญญาณไฟที่มีรูปสัญลักษณ์ของอุปกรณ์ เช่น การเตือนระบบเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า ระบบเบรก ระบบส่งกำลัง แรงดันลมยาง เป็นต้น

ปรากฏบนเกือบทุกส่วนของรถเพื่อแสดงให้ผู้ขับขี่เห็นก่อน สำหรับรถทั่วไปที่ไม่ใช่รถหรูราคาแพงมักจะแสดงไว้เฉพาะส่วนที่สำคัญซึ่งมีประโยชน์สำหรับเจ้าของรถ ดังนี้ สัญญาณเตือนไฟ รถ

1. ไฟเตือนเครื่องยนต์ (รูปเครื่องยนต์)

ในปัจจุบันไฟสัญญาณเตือนความผิดปกติของเครื่องมักจะแสดงสีส้ม หรือสีเหลืองขึ้นมาก่อน นั่นแสดงว่ามีความบกพร่องเกิดขึ้นในระบบเครื่องยนต์ต้องนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจหาสาเหตุแต่หากสีแดงปรากฏขึ้นย่อมบ่งบอกว่าผู้ขับขี่กำลังประสบปัญหาใหญ่เกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ การขับรถต่อไปอาจจะส่งผลให้เครื่องยนต์เสียหายได้ จำเป็นต้องดับเครื่องยนต์ให้เร็วที่สุด จึงควรเลี้ยวเข้าข้างทางจอดตรงที่ปลอดภัยแล้วดับเครื่องทันทีจากนั้นเรียกให้ช่างมาดู

2. สัญญาณเตือนระดับน้ำมันเครื่อง (รูปกาน้ำมันเครื่อง)

แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องต่ำ ซึ่งอาจเกิดจากการรั่วซึมของน้ำมันเครื่อง ต้องหยุดการใช้รถและตรวจสอบก่อนที่ปัญหาจะลามไปถึงชิ้นส่วนเคลื่อนไหวที่ต้องการหล่อลื่น

3. สัญญาณเตือนจากระบบหล่อเย็น (Temp.)

เห็นได้จากเข็มชี้แสดงความร้อนของอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นที่มีเข็มชี้แสดงอุณหภูมิโดยมีรูปปรอทปรากฏอยู่ พร้อมสัญญาณไฟสีแดง ตามปกติเข็มวัดความร้อนของน้ำหล่อเย็นมักจะชี้อยู่ตรงกึ่งกลาง หรืออุณหภูมิปฏิบัติการของเครื่องอยู่ที่ 90 องศา ในกรณีที่อุณหภูมิขึ้นสูงผิดปกติอาจมีสาเหตุจากน้ำรั่ว ท่อยางแตก ปั๊มน้ำไม่ทำงานหรือรั่วซึม วาล์วน้ำไม่ทำงาน หากปล่อยไปอาจถึงขั้นลูกสูบบวมติดหรือฝาสูบโก่ง

4. สัญญาณเตือนไฟชาร์จ (รูปแบตเตอรี่)

แสดงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับการชาร์จไฟ สาเหตุอาจมาจากสายไฟขาด ปลั๊กหลวม หรือแผงชุดควบคุมการผลิตกระแสไฟมีปัญหาอันเกิดจากมีอุปกรณ์พิเศษติดเพิ่มเติมซึ่งกินกระแสไฟมากเกินกว่ากำลังการผลิตของอัลเทอร์เนเตอร์ (ทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าผลิตไฟให้รถใช้งานทั้งคัน) จนระบบควบคุมการผลิตกระแสไฟมีปัญหาอันเกิดจากมีอุปกรณ์พิเศษติดเพิ่มเติมซึ่งกินกระแสไฟมาเกินกว่ากำลังการผลิตของอัลเทอร์เนเตอร์ (ทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าผลิตไฟให้รถใช้งานทั้งคัน) จนระบบควบคุมการผลิตกระแสไฟเสียหาย ในกรณีนี้กระแสไฟสำรองในแบตเตอรี่จะถูกดึงเอาไฟออกมาใช้จนหมด ท้ายที่สุดเครื่องจะสตาร์ทไม่ติดสำหรับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2 ปี

5. สัญญาณเตือนเบรก (รูปเบรก)

มักจะปรากฏขึ้นเมื่อระดับน้ำมันเบรกพร่องลง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการรั่วซึม

6. ABS ระบบการป้องกันเบรกล็อก

อันตรายมากหากระบบไม่ทำงาน เพราะในการขับขี่บางครั้งต้องเหยียบเบรกกะทันหันซึ่งส่งผลให้ล้อข้างหนึ่งข้างใดล็อกรถจะเสียการทรงตัว หากผู้ขับขี่ต้องเผชิญกับสภาพถนนที่ลื่นรถจะหมุนเหวี่ยงออกนอกเส้นทาง สัญญาณไฟเตือนระบบ ABS จะปรากฏขึ้นเมื่อระบบมีปัญหา ต้องนำรถเข้าศูนย์ทันที

7. สัญญาณวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง (รูปปั๊มน้ำมัน)

ปัจจุบันมีระบบสมองกลเข้ามาช่วยคำนวณปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ในถึงและบอกระยะทางที่จะวิ่งว่าสามารถวิ่งไปได้อีกกี่กิโลเมตร หากเข็มวัดน้ำมันตกลงถึงขีดล่างสุดและไฟสีแดงปรากฏขึ้น นั่นแสดงว่ามีน้ำมันเหลืออยู่ประมาณ 5 – 6 ลิตรรถจะวิ่งไปได้อีกประมาณ 50 กม. ในสภาพการจราจรปกติไม่ติดขัด ไม่ควรใช้จนน้ำมันหมดถัง ก่อนเข้าบ้านควรเติมน้ำมันให้เต็มถึงอยู่เสมอเพื่อความพร้อมในการใช้งาน นอกจากนี้พื้นที่ว่างเปล่าในถังน้ำมันมักจะมีอากาศเข้าไปแทนที่ ช่วงเวลาดึกและอากาศเย็นอาจจะส่งผลให้อากาศเย็นอาจจะส่งผลให้อากาศควบตัวเป็นหยดน้ำ ไหลลงสู่ก้นถึงน้ำมัน เมื่อปนเข้าสู่ท่อส่งน้ำมันอาจทำให้เครื่องยนต์สะดุดได้

8. มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ (รูปมาตรวัดเครื่องยนต์ มีโซนสีแดงแสดงที่รอบสูงสุด)

การสตาร์ตเครื่องยนต์ครั้งแรกช่วงเวลาเช้ารอบของเครื่องยนต์จะสูงขึ้นเกือบ 2,000 รอบ/นาที แต่เมื่ออุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นสูงขึ้นอยู่ในระดับ 90 องศา รอบเดินเบาของเครื่องยนต์จะลดลงเป็นปกติที่ 800 รอบ/นาที มาตรวัดรอบเครื่องยนต์นี้เตือนให้ผู้ขับขี่ระวังอย่างเร่งรอบเครื่องยนต์สูงเกินพิกัด ซึ่งบนมาตรวัดจะมีแถบสีแดงแสดงอยู่ 9. สัญญาณคาดเข็มขัดนิรภัย (รูปคนคาดเข็มขัด) สัญญาณไฟรูปคนคาดเข็มขัดนิรภัยจะปรากฏขึ้น กะพริบ และเสียงเตือนดังติ๊ด ๆ ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เตือนให้คาดเข็มขัด การคาดเข็มขัดนิรภัยจะช่วยลดความสูญเสียได้หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา

10. สัญญาณเตือนประตูปิดไม่สนิท (รูปประตูรถเปิดทั้งบาน)

เมื่อมีไฟสัญญาณประตูปิดไม่สนิทปรากฏขึ้นให้หยุดรถจัดการตรวจสอบประตูบานที่ยังปิดไม่สนิทปรากฏขึ้นให้หยุดรถจักการตรวจสอบประตูบานที่ยังปิดไม่สนิทแล้วปิดให้เรียบร้อยจนสัญญาณไฟดับ เพราะประตูที่ปิดไม่สนิทเมื่อเบรกรถอย่างแรงประตูอาจถูกเหวี่ยงเปิดออกไปขวางเส้นทางรถที่ตามมาด้านข้างหรือมอเตอร์ไซค์ที่กำลังจะแซงขึ้นมา รถที่มีสภาพเก่าจึงต้องหมั่นตรวจการทำงานของไฟสัญญาณประตูเสมอ ๆ